Blog

บทความการตลาดออนไลน์คุณภาพ

กลยุทธ์ปรับปรุงโฆษณา GMV Max มืออาชีพ เพื่อรีดประสิทธิภาพให้ถึงขีดสุด

ปรับกลยุทธ์ของโฆษณา GMV Max ให้ดีนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า ROI คือ ตัวเลขที่เราตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนโฆษณาที่เราเป็นคนกำหนดเอง การโฆษณารูปแบบนี้จะเป็นการใช้ AI บริหารงบประมาณให้กับคุณ

ก่อนจะมาบอกวิธีการปรับกลยุทธ์โฆษณา GMV Max ทาง Clisk เองก็มีรับทำโฆษณา TikTok GMV Max เช่นกัน โดยคุณสามารถขอดูผลงานเพิ่มเติมได้ที่นี่

การจะปรับกลยุทธ์ของโฆษณา GMV Max ให้ดีนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า ROI คือ ตัวเลขที่เราตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนโฆษณาที่เราเป็นคนกำหนดเอง การโฆษณารูปแบบนี้จะเป็นการใช้ AI บริหารงบประมาณให้กับคุณ

คำถามต่อไปคือ แล้ว ROI ควรอยู่ที่เท่าไหร่ วิธีการคำนวณง่ายๆ คือ

วิธีคำนวณ: ราคาขาย / กำไร (หลังหักต้นทุนรวมทั้งหมด)

ตัวอย่าง:

ราคาขาย 1,000

ต้นทุนสินค้า 600 = กำไร 400

แบ่งกำไรออกมา 200 เพื่อเป็นค่าโฆษณา

Min ROI: สินค้าราคาขาย 1,000 / ค่าโฆษณาที่รับได้ 200 = 5 

ดังนั้น ROI ที่ต้องตั้งในระบบ GMV Max ads คือ ขั้นต่ำอยู่ที่ 5 คือเป้าหมายที่คุณรับได้

มาดูกันต่อว่าเราจะตั้งกลยุทธ์ของ GMV Max ads อย่างไรกันต่อดี

1. กรณี Scenario 1 ตั้ง ROI ตามที่ระบบแนะนำตรงกับความต้องการของร้าน หลังผ่าน Learning Phase และมีค่าใช้จ่ายโฆษณาเกิน 80% สามารถเพิ่มงบประมาณได้อีก 15-30% และหลังจากเพิ่มงบประมาณหากค่าใช้จ่ายเกิน 80% และ ROI ที่ได้ตามเป้าที่เราต้องการ ก็สามารถเพิ่มงบประมาณได้ตามความพอใจหรือเห็นสมควรได้เลย

2. กรณี Scenario 2 ตั้ง ROI ตามที่ระบบแนะนำแต่ไม่ตรงกับความต้องการของร้าน หลังผ่าน Learning Phase หาก ROI ที่ได้ตามเป้า และมีค่าใช้จ่ายเกิน 80% ให้เพิ่ม ROI 15-30% พร้อมกับงบประมาณ 15-30% และทำซ้ำจนกว่าจะได้ ROI ที่พอใจ

3. กรณีที่ใช้งบโฆษณาน้อยกว่า 80% แนะนำว่าให้ลด ROI ทีละ 10% เพื่อให้เงินค่าโฆษณาถูกกินง่ายขึ้น

4. ช่วงแคมเปญ เช่น Promotion Day แนะนำให้ปรับ ROI ลง 10-20% เพื่อเพิ่มการนำส่งให้มากขึ้น

5. แคมเปญ ROI ต่ำลงเรื่อยๆ ให้เน้นการโพสวีดีโอติดตะกร้าสินค้าเพิ่มขึ้น 4-8 วีดีโอ เนื่องจากวีดีโอเก่าๆ ที่เคยนำส่งไปอาจจะเริ่มไม่มีประสิทธิภาพ

6. สำคัญมาก ไม่ควรปรับ ROI เกินวันละ 1 ครั้ง

7. หากปรับ ROI ลดลง 10-20% แล้ว แต่ ROI ก็ยังไม่ถึงเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ ต้องตรวจสอบดูว่าสินค้าเราน้อยไปหรือไม่ เพราะยิ่งสินค้าน้อยอาจใช้เวลาในการสร้างผลลัพธ์มากกว่า แนะนำว่าขั้นต่ำที่ควรมีอย่างน้อย 5 – 10 SKUs ขึ้นไปในตะกร้าสินค้าที่เปิดรันโฆษณา สำหรับร้านค้าที่เน้นการเติบโตแบบยั่งยืน ควรพยายามให้มีสินค้า 20 – 50 SKUs และอย่าลืมตรวจสอบ Creative ที่ใช้ยิงโฆษณาด้วยว่าน่าสนใจมั้ย ใช้คลิปแบรนด์อย่างเดียวหรือเปล่า เพราะหากใช้คลิปแบรนด์อย่างเดียวระบบ AI จะนำส่งวนไปเรื่อยๆ จนเกิด Creative Fatigue ได้ ดังนั้น อย่าลืมเพิ่ม Affiliate ของนายหน้าเข้าไปร่วมด้วย เพื่อให้เกิด action ได้ง่ายขึ้น

8. การแยกแคมเปญสินค้าในการยิงโฆษณาก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะการรวมแคมเปญสินค้าทุกชนิดไว้ในแคมเปญเดียว AI อาจจะดันสินค้าที่ขายง่ายแต่กำไรน้อยอย่างเดียวให้คุณก็ได้ ยกตัวอย่างการแยกแคมเปญสินค้า

  • แยกแคมเปญกำไรสูงรวมกัน 1 แคมเปญ โดยอาจจะตั้ง ROI ที่สูงกว่า, แยกแคมเปญสินค้าเน้นขายปริมาณ 1 แคมเปญ โดนอาจจะตั้ง ROI ที่ต่ำกว่าได้
  • แยกแคมเปญสินค้าขายดี 1 แคมเปญ อาจจะตั้ง ROI ตามที่ระบบแนะนำ, สินค้าขายดีรองลงมา 1 แคมเปญอาจจะตั้ง ROI ตามที่ระบบแนะนำเช่นกัน, แคมเปญสินค้าใหม่อีก 1 แคมเปญ อาจจะตั้ง ROI ต่ำกว่าระบบแนะนำ แล้วค่อยปรับตามระบบแนะนำอีกทีเมื่อสินค้าเริ่มขายได้ 

นอกจาก ROI ที่เราต้องโฟกัสแล้ว ยังมีตัวชี้วัดอื่นๆ ที่ต้องให้ความสนใจด้วย ไม่ว่าจะเป็น Product ad impression, Product ad click rate, Ad conversion rate, Cost per oder, Gross revenue 

วิธีเช็กผลลัพธ์ของโฆษณาในตัวชี้วัดเหล่านี้ ต้องเช็กอย่างไร และจะปรับปรุงอย่างไร เรามีวิธีง่ายๆ มาแชร์ให้อ่านกันต่อ

1. Product ad click rate ต่ำเกินไป คนเห็นเยอะแต่คลิกดูสินค้าน้อย อาจจะต้องปรับ Product card ใหม่ อย่าใช้เพียงรูปสินค้าที่มี Background สีขาวโพลนๆ อย่างเดียว แนะนำให้ใช้รูปสินค้าที่อยู่ในไลฟ์สไตล์เพิ่มเติมเพื่อสร้างความดึงดูด หรืออาจจะเปลี่ยนคลิปหรือเพิ่มคลิปให้น่าสนใจมากขึ้น โดยจะใช้คลิปของแบรนด์เอง หรือเพิ่มจากการทำ Affiliate ก็ได้

2. Ad conversion rate ต่ำผิดปกติ อาจเป็นไปได้ว่าวีดีโอที่พูดเรื่องราคากับการติดตะกร้านั้นราคาไม่สอดคล้องกัน รีวิวสินค้าน้อยก็อาจจะทำให้คนไม่กล้าสั่งซื้อสินค้า แนะนำให้ตรวจสอบคลิปให้ดีก่อนทำโฆษณาเพื่อกันเงินไหลแบบเสียเปล่า หรือดูว่าคู่แข่งมีทำโปรโมชั่นในช่วง period ที่เราทำโฆษณาอยู่หรือไม่

3. โฆษณาใช้งบเพียง 20% ของงบที่ตั้งประมาณไว้ จึงส่งผลให้ ROI ไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ แนะนำให้ลด ROI ลงเพื่อการนำส่งโฆษณาที่ดีขึ้น และท่าไม้ตายที่ใครๆก็ต้องใช้คือเพิ่มจำนวนคลิปของ affiliate เพื่อการนำส่งโฆษณาที่ดีอย่างต่อเนื่อง

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Q: ROI ขั้นต่ำที่ควรตั้งใน GMV Max คือเท่าไหร่?

A: ควรคำนวณจาก (ราคาขาย / กำไรหลังหักต้นทุน) เช่น สินค้า 1,000 บาท กำไรที่ยอมจ่ายค่าโฆษณาได้คือ 200 บาท ROI ขั้นต่ำคือ 5

Q: ปรับ ROI บ่อยแค่ไหนถึงจะดี?

A: ไม่ควรปรับเกินวันละ 1 ครั้ง เพื่อให้ระบบ AI มีเวลาเรียนรู้และนำส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Q: ทำไมโฆษณา GMV Max ถึงกินเงินน้อย (Spend ต่ำ)?

A: อาจเกิดจากตั้ง ROI สูงเกินไป หรือจำนวนสินค้า (SKUs) ในร้านน้อยเกินไป แนะนำให้มีอย่างน้อย 5-10 SKUs และลด ROI ลงทีละ 10%

Q: ทำไมต้องแยกแคมเปญสินค้าในการยิง GMV Max?

A: เพราะหากรวมสินค้าทุกชนิดไว้ในแคมเปญเดียว ระบบ AI อาจเลือกดันเฉพาะสินค้าที่ขายง่ายแต่กำไรน้อย การแยกแคมเปญจะช่วยให้เราควบคุมเป้าหมาย ROI ได้ตามกลุ่มสินค้า เช่น แยกกลุ่มกำไรสูง หรือกลุ่มสินค้าใหม่เพื่อตั้งค่าที่เหมาะสมต่างกันได้

Q: หากโฆษณา GMV Max ใช้งบไม่หมด (Spend ต่ำ) ควรแก้ไขอย่างไร?

A: แนะนำให้ลดค่า ROI ลงทีละ 10% เพื่อให้ระบบนำส่งโฆษณาได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ควรเพิ่มจำนวนคลิปวีดีโอจากนายหน้า (Affiliate) เข้ามาช่วยกระจายการนำส่งโฆษณาให้ต่อเนื่อง

Q: ปรับแต่งอย่างไรเมื่ออัตราการคลิก (Product ad click rate) ต่ำเกินไป?

A: ควรปรับเปลี่ยนรูปภาพสินค้า (Product card) ไม่ให้มีเพียงพื้นหลังสีขาว แต่ควรใช้รูปในลักษณะไลฟ์สไตล์ที่ดูน่าสนใจ รวมถึงการเปลี่ยนคลิปวีดีโอใหม่ๆ ทั้งจากแบรนด์และ Affiliate เพื่อป้องกันปัญหา AI นำส่งคลิปเดิมซ้ำจนคนดูเบื่อ (Creative Fatigue)

แชร์บทความ :
Picture of ผู้เขียน : Clisk.co.,Ltd
ผู้เขียน : Clisk.co.,Ltd

เอเจนซี่ที่ให้บริการด้าน Social Media Marketing ครบวงจรด้วยประสบการณ์กว่า 14 ปี พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจคุณสู่โลกการตลาดออนไลน์ให้เต็มศักยภาพในมุมมอง Partnership สู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและใช้งานได้จริง

บทความมที่เกี่ยวข้อง