
ในปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) ได้กลายมาเป็นเครื่องมือหลักที่นักการตลาด Online Marketing ต้องปรับตัวให้ทัน โจทย์สำคัญที่ทุกคนต้องแก้ให้ตกคือ “เราจะดึงศักยภาพของ AI มาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร?” และหนึ่งในธุรกิจที่นำ AI มาใช้อย่างจริงจังตลอดปี 2025 ก็คือ “Meta” แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
วันนี้ทีม CLISK ขอชวนทุกท่านมาดูทิศทางล่าสุดของ Meta AI แบบเน้นเนื้อ ๆ ตั้งแต่ภาพรวมความสำเร็จในปี 2025 ไปจนถึงเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026 เพื่อให้แบรนด์ที่ทำการตลาดบน Facebook, Instagram และ WhatsApp เตรียมตัวรับมือกับยุค “AI First” ได้ทันท่วงที!
“AI จะไม่ใช่แค่ตัวช่วย แต่จะเป็นหัวใจหลัก”
สำหรับใครที่ใช้เครื่องทางการตลาดของ Meta อยู่เป็นประจำคงจะเห็นกันแล้วว่าในปี 2025 Meta ได้นำ AI เข้ามาใช้ในแทบจะทุกผลิตภัณฑ์ และคาดว่าในปี 2026 นี้ ก็น่าจะทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีก เพื่อปลดล็อกศักยภาพของเครื่องมือเดิมให้ทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์และผู้ใช้งาทั่วโลก
Meta ใช้ AI ในส่วนไหนแล้วบ้าง?
ปรับอัลกอริทึม เพิ่มเอนเกจ ดันออร์แกนิกและ Original Content
Meta หันมาใช้ AI เพื่อคืนความมีชีวิตชีวาให้กับ Reach แบบออร์แกนิก โดยเฉพาะในกลุ่มวิดีโอ
เปิดการมองเห็นแบบออร์แกนิกสำหรับวิดีโอ
มีการปรับอันดับฟีดและวิดีโอบน Facebook แบบใหม่ ด้วยการนำ AI เข้ามาช่วยที่วิเคราะห์ไปถึงพฤติกรรมความชอบของผู้ใช้ ส่งผลให้ยอดวิวออร์แกนิก (View) เติบโตขึ้นเฉลี่ย 7% โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ตัวเลขระยะเวลาการรับชมวิดีโอ (Time Spent) นานขึ้น ซึ่งหมายความว่าคอนเทนต์ที่ “ถูกใจ” จะถูกส่งไปหาคนที่ “ใช่” ได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้คลิปวิดีโอ Reels ที่สร้างขึ้นผ่านเครื่องมือ Edits ภายในของ Meta มียอดวิวที่สูงขึ้นเกือบ 10% และพบว่าผู้ใช้งาน Meta AI เข้ามาใช้เครื่องมือของแพลตเฟอร์มเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวด้วย
เพิ่มสัดส่วนการแนะนำให้ Original Content
ตอนนี้ Meta ปรับระบบการแนะนำคอนเทนต์มีความสดใหม่และเน้นความเป็นต้นฉบับมากขึ้นในแต่ละแพลตฟอร์มในเครือ ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานใช้เวลาบนแอปเพิ่มขึ้นถึง 20% นี่คือโอกาสทองของแบรนด์ที่สร้างสรรค์เนื้อหาเองที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น
– Facebook เพิ่มการแนะนำ Reels ที่เพิ่งโพสต์ภายในวันเดียวกันเพิ่มขึ้นกว่า 25%
– Instagram เพิ่มสัดส่วนคอนเทนต์แนะนำโพสต์ต้นฉบับจริง (Original Content)
– Threads ก็มีการปรับระบบแนะนำ Original Content เช่นกัน
เสียงพากย์ 9 ภาษาด้วย AI (AI dubbing)
Meta ได้นำระบบพากย์เสียงด้วย AI (AI dubbing) มาใช้ในที่สุด ตอนนี้รองรับได้ถึง 9 ภาษาด้วยกัน และกำลังพัฒาเพิ่มภาษามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ในแต่ละวันมีผู้คนรับชมวิดีโอที่แปลด้วย AI หลายร้อยล้านครั้ง ช่วยเพิ่มเวลาการใช้งานบน Instagram ได้อย่างชัดเจน สร้างโอกาสครั้งใหญ่ของแบรนด์โลคอล (Local Brand) ที่จะส่งออกคอนเทนต์ไปยังต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

AI Momentum in Ads ตั้งค่าง่ายขึ้น ครีเอทีฟดีขึ้น และประสิทธิภาพที่เหนือกว่า
การยิงโฆษณาบน Meta ในปี 2026 จะเป็นเรื่องของความแม่นยำและง่ายดาย (Optimization) ผ่านเครื่องมืออัจฉริยะ
Meta AI business assistant
Meta มีความมุ่งมั่นอย่างมากในการนำ AI มาใช้ช่วยให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเริ่มต้นและพัฒนาแคมเปญโฆษณาได้ง่ายกว่าเดิม ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา Meta ได้เริ่มทดสอบ Meta AI business assistant (ผู้ช่วยธุรกิจอัจฉริยะ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยในเรื่องของการปรับแต่งแคมเปญ (Optimization) ตลอดจนระบบสนับสนุนให้คำแนะนำด้านประสิทธิภาพแบบเฉพาะบุคคล
Video Generation Tools
อีกฟีเจอร์ที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจก็คือ การสร้างชิ้นโฆษณา (Ad Creative) ได้ด้วย AI ผ่านเครื่องมือ Video Generation Tools ช่วยลดต้นทุนการผลิตโปรดักชันใหญ่ ๆ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงดูดใจลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม
Incremental Attribution
โมเดลล่าสุดของฟีเจอร์ การวัดผลยอดขายส่วนเพิ่ม (Incremental Attribution) ช่วยให้นักการตลาดเห็นผลลัพธ์ที่เกิดจากโฆษณาจริง ๆ (Incremental Sales) ได้ชัดเจนขึ้นถึง 24% ช่วยให้ตัดสินใจลงทุนงบโฆษณาได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
Next-Gen ของระบบการจัดลำดับโฆษณา
เบื้องหลังความแม่นยำของโฆษณา Meta มาจากโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก
“GEM” โมเดล AI ตัวใหม่ล่าสุด
Meta ได้ทุ่มทุนเพิ่มจำนวน GPU สร้างพลังประมวลผลเป็นสองเท่า เพื่อใช้ฝึกฝนโมเดล AI ที่ชื่อว่า Generative Ads Recommendation Model (GEM) ทำให้ AI สามารถคาดการณ์พฤติกรรมผู้ใช้ได้แบบวินาทีต่อวินาที เพื่อเลือกโฆษณาที่ตรงใจที่สุดมาแสดงผลในจังหวะที่ผู้ใช้มีโอกาสซื้อมากที่สุด
Sequence-learning Architecture
ใช้โครงสร้างการเรียนรู้แบบลำดับ (Sequence-learning Architecture) ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้ระบบเข้าใจ “เส้นทางการเดินทาง” (Customer Journey) ของผู้ใช้ว่าชอบดูอะไรต่อจากอะไร ระบบโฆษณาของ Meta จึงสามารถนำส่งโฆษณาได้แม่นยำขึ้น เพิ่มยอดการมีส่วนร่วมแบบออร์แกนิก เพิ่มยอดการคลิกโฆษณา (Ad Clicks) บน Facebook และเพิ่มยอดคอนเวอร์ชัน (Conversions) บน Instagram
Meta Lattice
นอกจากนี้แล้ว Meta ยังได้เปิดตัวโมเดลประมวลผลแบบเรียลไทม์ (Run-time Model) ในชื่อ Meta Lattice ซึ่งจะช่วยปรับปรุงระบบหลังบ้านให้ “คุณภาพโฆษณา” (Ads Quality) เพิ่มขึ้นถึง 12% หมายถึงโฆษณาที่ผู้คนเห็นนั้นมีความเกี่ยวข้อง มีประโยชน์ และน่ารับชมมากขึ้นนั่นเอง

ใครสายปิดการขายในแชทเตรียมตัวเลย
โฆษณาประเภท Click-to-Message ประสบความสำเร็จอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยในสหรัฐอเมริกามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 50% โฆษณาชนิดนี้เป็นตัวช่วยที่ให้ลูกค้าติดต่อร้านได้เลยทันทีหลังจากอ่านคอนเทนต์เสร็จ ช่วยอำนวยความสะดวกทั้งฝั่งแบรนด์ และผู้ใช้งาน และกำลังผลักดันให้การสนทนาผ่าน WhatsApp และ Messenger สามารถ “ปิดการขาย” ได้จริง รวมถึง Business AI ที่เป็นผู้ช่วยดูแลลูกค้าตลอดเส้นทาง
สรุปทิศทาง AI ใน Meta
ข้อมูลจาก Meta นี้ได้แสดงให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวข้ามการยิงโฆษณาแบบเดิมๆ ไปสู่การทำ Hyper-personalization ที่แม่นยำขึ้น เข้าถึงระดับรายบุคคล โดยเฉพาะพฤติกรรมคนไทยที่เน้น “การทักแชทก่อนซื้อ” (Business Messaging) โดยให้ระบบ AI ช่วยหาโอกาสที่ดีที่สุด
ในขณะเดียวกันก็มี AI ที่ช่วยดัน Original Content ก่อน พร้อมเครื่องมือการสร้างที่ใช้ได้เลยบนแพลตฟอร์ม นี่คือโอกาสในการเพิ่มการมองเห็นและเร่งยอดเอนเกจที่ไม่ควรพลาด
Meta ได้สร้างเครื่องมืออันยอดเยี่ยมขึ้นมาให้แล้ว เหลือเพียงเราที่ต้องวางแผนเลือกใช้ให้ดี และสอดคล้องเข้ากับธุรกิจให้ตรงจุด หากยังไม่แน่ใจว่าควรต้องทำอย่างไร? ทักหาทีม CLISK เลยตอนนี้ เรามีทีมงานคุณภาพที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญบนแพลตฟอร์ม Meta พร้อมดูแลคุณ ให้คำปรึกษาตลอดแคมเปญ
—
*ข้อมูลสรุปจากรายงานผลของ Meta Forward-looking statements